อักษร

...“welcome to Tamjaikein"สาระดีๆจากที่ต่างๆมาไว้ที่ใจอยากจะเขียน" . By นาย ตามใจเขียน

29/3/54

สิงห์คะนองนา

ขุนศึกเสียเลือดไม่เสียชาติ

โฆษณา...ฮาเกิ๊นนนน [Click - ข้าวราดแกง]

โฆษณาหาดูยาก แนะนำประเทศไทยให้ชาวต่างชาติ

28/3/54

หน้าที่ลูกๆๆๆๆ

video

ขอนำบทความเกี่ยวกับท่านที่เป็นลูกๆๆๆทุกๆๆๆคน มาฝาก เพราะปัจจุบันนี้ ลูกๆรวมถึงผู้เขียนด้วย ไม่ค่อยอยู่กับบ้านอาจเป็นเพราะมีภาระหน้าที่ที่แตกต่างกันต่างๆ บ้างก็เรียน บ้างก็ทำงาน เป็นต้น และฝากยังลูกๆที่อยู่กับบ้านด้วยเช่นกัน วันแม่แห่งชาติ วันพ่อแห่งชาติ เป็นวันที่ลูกทุกคนให้ความสำคัญ ไปกราบเท้า พาไปทำบุญ ท่องเที่ยว หรือ กิจกรรมอื่นๆมากมายสุดแต่จะบำรุงคุณพ่อ คุณแม่ แต่ที่สำคัญคือต้องบำรุงเลี้ยงดูคุณพ่อคุณแม่ของเราทุกวัน ทำให้ทุกวันเป็นวันพ่อวันแม่ ไม่ต้องรอ 12 สิงหา หรือ 5 ธันวา

นอกจากลูกๆ กตัญญู กตเวที ซึ่งหมายถึงการรู้คุณและการทดแทนคุณแล้วนั้น ยังมีหน้าที่ที่ได้ระบุไว้ในคำสอนศาสนาว่า "มาตาปิตุอุปฏฐานัง" คือ การบำรุงบิดามารดา พ่อแม่มีบุญคุณกับเรามาก ดังในพระพุทธศานาเปรียบเทียบไว้ว่า พ่อแม่ เป็น พรหมของลูก พราะ ท่านมีพรหมวิหารธรรม (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) พ่อแม่ เป็น เทพดาของลูก เพราะ ท่านอารักขเราตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนอยู่รอดเติบใหญ่ พ่อแม่ เป็น ครูคนแรก หรือ เป็นบุพพาจารย์ของเรา เพราะ ท่านได้เป็นคนแรกที่สอนเราก่อนครูคนใด ท่านสอนเรากินข้างสอนเดิน สอนการดูแลร่างกาย สอนวาดรูป อ่านหนังสือ

พ่อแม่ เป็น "อาหุเนยยา" คือ ผู้ที่ควรค่าแก่การมอบสิ่งของให้ เราควรมอบเสื้อผ้ อาหาร การดูแบ ยารักษาโรคยามเจ็บป่วย การดูแลที่ท่านต้องการ เราสามารถบำรุงเลี้ยงดูบิดามารดาได้ ๒ วิธี

คือ

วิธีแรก ได้แก่ การบำรุงเลี้ยงดูทางโลกซึ่งเป็นหน้าที่ลูกๆ 5 อย่าง คือ

1.เลียงดูท่านตอบแทนที่ท่านได้เลี้ยงดูเรามา

2.ช่วยเหลือการงานของท่าน

3.ดำรงวงศ์ตระกูล

4.ประพฤติตนให้ควรค่าแก่การรับมรดก

5.ทำบุญอุทิศส่วนกุศลเมื่อท่านล่วงลับ

วิธีสอง ได้แก่ การบำรุงอย่างสูง ทำได้โดย -นำความศรัทธาในพุทธศาสนาแก่ท่านให้ท่านเลื่อมใส ศรัทธาในพระรัตนตรัย -แนะนำให้ท่านรักษาศีล -พาให้ท่านฟังพระธรรมคำสั่งสอน -แนะนำให้ท่านบริจาคท่าน ทำบุญ -แนะนำให้ท่านมีความสว่างด้วยปัญญาจากการปฏิบัติธรรม

ทั้งนี้พ่อแม่ไม่เคยหวังอะไรจากลูกเป็นการตอบแทน สิ่งที่ท่านหวังอาจเป็นเพียง

"เมื่อแก่เฒ่าหวังให้เจ้าเฝ้ารับใช้

เมื่อเจ็ยไข้หวังให้เจ้าเฝ้ารักษา

เมื่อใกล้ตายวางวายชีวา

หวังเจ้าช่วยปิดตาคราสิ้นใจ"

ท่านหวังเพียงแค่เล็กน้อย ให้ท่านมากๆนะครับ "เพราะท่านเป็นพระในบ้านของเรา "

และสิ่งที่ท่านทุกข์ใจมากที่สุดตั้งแต่เริ่มต้น คือ

1.ไม่มีลูก เป็นสักขีพยาน เป็นผู้สืบเชื้อสายโลหิต วงศ์ตระกูล

2. ลูกเสียชีวิต และ

3. ลูกประพฤติปฎิบัติไม่ดี

เราท่านหลาย มาพร้อมใจเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ตามหน้าที่ลูกเถิด สังคมมีบุคลที่ประพฤติคำว่า"รู้คุณ"มากแล้ว... ขอท่านเป็นคนหนึ่งที่ประพฤติ"ตอบแทน"คุณท่าน

"เมื่อแก่เฒ่าหวังให้เจ้าเฝ้ารับใช้...
เมื่อเจ็บไข้หวังให้เจ้าเฝ้ารักษา...
เมื่อใกล้ตายวางวายชีวา...
หวังเจ้าช่วยปิดตาคราสิ้นใจ..."
...ตามใจเขียน...

27/3/54

ความเป็นจริง 3

เมื่อใดมีการพิจารณากันให้ละเอียดถี่ถ้วน เมื่อนั้นจะพบความแตกต่างระหว่าง สิ่งที่เรียกกันว่า "บุญ" กับ สิ่งที่เรียก(กัน)ว่า "กุศล" บ้างไม่มากก็น้อย แล้วแต่ความสามารถ ในการพินิจพิจารณา แต่ว่าโดยเนื้อแท้แล้ว บุญ กับ กุศล ควรจะเป็นคนละอย่าง หรือ เรียกได้ว่า ตรงกันข้าม ตามความหมายของรูปศัพท์ แห่งคำสองคำนี้ทีเดียว
คำว่า บุญ มีความหมายว่า ทำให้ฟู หรือ พองขึ้น บวมขึ้น นูนขึ้น ส่วนคำว่า กุศล นั้น แปลว่า แผ้วถาง ให้ราบเตียนไป โดยความหมายเช่นนี้ เราย่อมเห็นได้ว่า เป็นของคนละอย่างหรือเดินคนละทาง บุญเป็นสิ่งที่ทำให้ฟูใจ พอใจ ชอบใจ เช่น ทำบุญให้ทานหรือรักษาศีลก็ตาม แล้วก็ฟูใจ อิ่มเอิบ หรือแม้ที่สุดแต่รู้สึกว่าตัวได้ทำสิ่งที่ทำยาก ในกรณีที่ทำบุญเอาหน้า เอาเกียรติ อย่างนี้ก็ได้ชื่อว่าได้บุญเหมือนกัน แม้จะเป็นบุญชนิดที่ไม่สู้จะแพ้ หรือแม้ในกรณีที่ทำบุญด้วยความบริสุทธิ์ใจ เพื่อเอาบุญกันจริง ๆ ก็ยังอดฟูใจไม่ได้ว่าตนจะได้เกิดในสุคติโลกสวรรค์ มีความปรารถนาอย่างนั้นอย่างนี้ ในภพนั้น ภพนี้ อันเป็น ภวตัณหา นำไปสู่การเกิดในภพใหม่ เพื่อเป็น อย่างนั้น อย่างนี้ ตามแต่ตนจะปรารถนา ไม่ออกไปจาก การเวียนว่ายตายเกิด ในวัฎสงสารได้ แม้จะไปเกิดในโลกที่เป็นสุคติ อย่างไรก็ตาม ฉะนั้น ความหมายของคำว่าบุญ จึงหมายถึง สิ่งที่ทำให้ฟูใจและเวียนไปเพื่อความเกิดอีก ไม่มีวันที่สิ้นสุดลงได้ ส่วนกุศลนั้น เป็นสิ่งที่ ทำหน้าที่ แผ้วถาง สิ่งกีดขวาง ผูกรัด หรือ รกรุงรัง ไม่ข้องแวะกับความฟูใจ หรือ พอใจ เช่นนั้น แต่มีความมุ่งหมายจะกำจัดเสียซึ่ง สิ่งต่างๆ อันเป็นเหตุ ให้พัวพันอยู่ใน กิเลสตัณหา อันเป็น เครื่องนำให้เกิดแล้วเกิดอีก และมีจุดมุ่งหมายกวาดล้างสิ่งเหล่านั้นออกไปจากตัว ในเมื่อบุญต้องการ โอบรัดเข้ามาหาตัว ให้มีเป็นของของตัวมากขึ้น ในเมื่อฝ่ายที่ถือข้างบุญยึดถือ อะไรเอาไว้มากๆ และพอใจ ดีใจนั้น ฝ่ายที่ถือข้างกุศลก็เห็นว่าการทำอย่างนั้น เป็นความโง่เขลา ขนาดเข้าไปกอดรัดงูเห่าทีเดียว ฝ่ายข้างกุศล หรือ ที่เรียกว่า ฉลาด นั้น ต้องการจะปล่อยวาง หรือ ผ่านพ้นไป ทั้งช่วยผู้อื่นให้ปล่อยวาง หรือผ่านพ้นไปด้วยกัน ฝ่ายข้างกุศล จึงถือว่า ฝ่ายข้างบุญนั้นยังเป็นความมืดบอดอยู่ แต่ว่า บุญ กับ กุศล สองอย่างนี้ ทั้งที่มี เจตนารมณ์ แตกต่างกัน ก็ยังมี การกระทำ ทางภายนอกอย่างเดียวกัน ซึ่งทำให้เราหลงใหลในคำสองนี้อย่างฟั่นเฝือ เพื่อจะให้เข้าใจกันง่าย ๆ เราต้องพิจารณา ดูที่ตัวอย่างต่าง ๆ ที่เรา กระทำกัน อยู่จริง ๆ คือ
(1) ในการให้ทาน ถ้าให้เพราะจะเอาหน้าเอาเกียรติ หรือ เอาของตอบแทนเป็นกำไร หรือ เพื่อผูกมิตร หาพวกพ้อง หรือ แม้ที่สุดแต่เพื่อให้บังเกิดในสวรรค์ อย่างนี้ เรียกว่าให้ทานเอาบุญหรือได้บุญ แต่ถ้าให้ทานอย่างเดียวกันนั่นเอง แต่ต้องการ เพื่อขูดความขี้เหนียวของตัว ขูดความเห็นแก่ตัว หรือให้เพื่อค้ำจุนศาสนาเอาไว้ เพราะเห็นว่าศาสนาเป็น เครื่องขูดทุกข์ของโลก หรือ ให้เพราะเมตตาล้วน ๆ โดยบริสุทธิ์ใจ หรือ(ด้วย)อำนาจเหตุผล อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งปัญญาเป็นผู้ชี้ขาดว่า ให้ไปเสียมีประโยชน์มากกว่าเอาไว้ อย่างนี้เรียกว่าให้ทานเอากุศลหรือได้กุศล ซึ่งมันแตกต่าง ๆ ไปคนละทิศละทางกับการให้ทานเอาบุญ เราจะเห็นได้กันสืบไปอีกว่า การให้ทานเอาบุญนั่นเอง ที่ทำให้เกิดการฟุ่มเฟือยขึ้นในสังคม ฝ่ายผู้รับทาน จนกลายเป็นผลร้ายขึ้น ในวงพระศาสนาเอง หรือในวงสังคมรูปอื่น ๆ เช่น มีคนขอทานในประเทศมากเกินไป เป็นต้น การให้ทาน(ที่)ถูกนักคิดพากันวิพากษ์วิจารณ์ ในแง่เสื่อมเสีย ก็ได้แก่ การให้ทานเอาบุญนี้เอง ส่วนการให้ทานเอากุศลนั้นอยู่สูง พ้นการที่ถูกเหยียดอย่างนี้ เพราะว่ามีปัญญาหรือเหตุผลเข้าควบคุม แม้ว่าอยากจะให้ทาน เพื่อขูดเกลา ความขี้เหนียว ในจิตใจ ของเขา ก็ยังมีปัญญา รู้จักเหตุผลว่า ควรให้ไปในรูปไหน มิใช่เป็นการให้ไปในรูป “ละโมบบุญ” หรือ “เมาบุญ” เพราะว่ากุศล ไม่ได้เป็นสิ่งที่หวานเหมือนกับบุญ จึงไม่มีใครเมา และไม่ทำให้เกิดการเหลือเฟือ ผิดความสมดุลขึ้นในวงสังคมได้เลย นี่เราพอจะเห็นได้ว่า ให้ทานเอาบุญ กับ ให้ทานเอากุศลนั่น ผิดกันเป็นคนละอันอย่างไร
(2) ในการรักษาศีล ก็เป็นทำนองเดียวกันอีก รักษาศีลเอาบุญ คือรักษาไปทั้งที่ไม่รู้จัก ความมุ่งหมายของศีล เป็นแต่ยึดถือในรูปร่างของการรักษาศีล แล้วรักษาเพื่ออวดเพื่อนฝูง หรือ เพื่อแลกเอาสวรรค์ ตามที่นักพรรณนาอานิสงส์ เขาพรรณนากันไว้หรือ ทำอย่างละเมอไปตามความนิยมของคนที่มีอายุล่วงมาถึงวัยนั้นวัยนี้ เป็นต้น ยิ่งเคร่งเท่าใด ยิ่งส่อความเห็นแก่ตัว และความยกตัว มากขึ้นเท่านั้น ยิ่งมีความยุ่งยากในครอบครัว หรือวงสังคม เกิดขึ้นใหม่ ๆ แปลก ๆ เพราะ ความเคร่งครัด ในศีลของบุคคลประเภทนี้อย่างนี้ เรียกว่ารักษาศีลเอาบุญ ส่วนบุคคลอีกประเภทหนึ่ง รักษาศีลเพียงเพื่อให้เกิดการบังคับตัวเอง สำหรับจะเป็นทางให้เกิดความ บริสุทธิ์ และความสงบสุขแก่ตัวเองและเพื่อนมนุษย์เพื่อใจสงบ สำหรับเกิดปัญญา ชั้นสูง นี้เรียกว่า รักษาศีลเอากุศล รักษา(ศีล)มีจำนวนเท่ากัน ลักษณะเดียวกัน ในวัดเดียวกัน แต่กลับเดินไปคนละทิศละทาง อย่างนี้เป็นเครื่องชี้ ให้เห็นภาวะแห่งความแตกต่าง ระหว่างคำว่า บุญ กับคำว่า กุศล คำว่ากุศลนั้น ทำอย่างไรเสีย ก็ไม่มีทางตกหล่ม จมปลักได้เลย ไม่เหมือนกับคำว่า บุญ และกินเข้าไปมากเท่าไร ก็ไม่มีเมา ไม่เกิดโทษ ไม่เป็นพิษ ในขณะที่คำว่า บุญ แปลว่า เครื่องฟูใจนั้น คำว่ากุศล แปลว่า ความฉลาดหรือ เครื่องทำให้ฉลาด และปลอดภัย ร้อยเปอร์เซ็นต์
(3) ในการเจริญสมาธิ ก็เป็นอย่างเดียวกันอีก คือ สมาธิเอาบุญก็ได้ เอากุศลก็ได้ สมาธิเพื่อดูนั่นดูนี่ ติดต่อกับ คนโน้นคนนี้ที่โลกอื่น ตามที่ตนกระหาย จะทำให้เก่งกว่าคนอื่น หรือ สมาธิเพื่อการไปเกิด ในภพนั้น ภพนี้ อย่างนี้เรียกว่า สมาธิเอาบุญ หรือ ได้บุญ เพราะทำใจให้ฟู ให้พอง ตามความหมายของมัน นั่นเอง ซึ่งเป็นของที่ปรากฏว่าทำอันตราย แก่เจ้าของ ถึงกับต้องรับการรักษาเป็นพิเศษ หรือ รักษาไม่หายจนตลอดชีวิตก็มีอยู่ไม่น้อย เพราะว่า สมาธิเช่นนี้(มี)ตัณหาและทิฎฐิเป็นสมุฎฐาน แม้จะได้ผลอย่างดีที่สุดก็เพียงได้เกิดในวัฏสงสาร ตามที่ตนปรารถนาเท่านั้น ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน ส่วนสมาธิที่มีความมุ่งหมาย เพื่อการบังคับใจตัวเอง ให้อยู่ในอำนาจ เพื่อกวาดล้าง กิเลส อันกลุ้มรุมจิตให้ ราบเตียน ข่มขี่มิจฉาทิฎฐิ อันจรมาในปริมณฑลของจิต ทำจิตให้ผ่องใสเป็นทางเกิดของวิปัสสนาปัญญา อันดิ่งไปยังนิพพาน เช่นนี้เรียกว่า สมาธิได้กุศล ไม่ทำอันตรายใคร ไม่ต้องหาหมอรักษา ไม่หลงวนเวียน ในวัฎสงสาร จึงตรงกันข้าม จากสมาธิเอาบุญ
(4) ครั้นมาถึงปัญญา นี้ไม่มีแยกเป็นสองฝ่าย คือ ไม่มีปัญญาเอาบุญ เพราะตัวปัญญานั้นเป็นตัวกุศล เสียเองแล้ว เป็นกุศลฝ่ายเดียว นำออกจากทุกข์อย่างเดียว แม้ยังจะต้องเกิดในโลกอีก เพราะ(ปัญญา)ยังไม่แก่ถึงขนาด ก็มีความรู้สึกตัว เดินออกนอกวัฎสงสาร มีทิศทางดิ่งไปยังนิพพานเสมอ ไม่วนเวียน จนติดหล่ม จมเลน โดยความไม่รู้สึกตัว ถ้ายังไม่ถึงขนาดนี้ ก็ยังไม่เรียกว่า ปัญญาในกองธรรม หรือ ธรรมขันธ์ ของพุทธศาสนา ดังเช่น ปัญญาในทาง อาชีพหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เป็นต้น ตามตัวอย่าง ที่เป็นอยู่ในเรื่องจริงที่เกี่ยวกับการกระทำของพวกเราเอง
ดังกล่าวนี้คนปรารถนาบุญ จงได้บุญ คนปรารถนากุศล ก็จงได้กุศล และปลอดภัย ตามความปรารถนา แล้วแต่ใคร จะมองเห็น และจะสมัครใจ จะปรารถนาอย่างไร ได้เช่นนี้ เมื่อใดจึงจะชื่อว่า พวกเรารู้จัก บุญกุศล กันจริงๆ รู้ทิศทางแห่งการก้าวหน้า และทิศทางที่วกเวียน ว่าเป็นของที่ไม่อาจจะเอามาเป็นอันเดียวกัน ได้เลย แม้จะเรียกว่า "ทางๆ" เหมือนกัน ทั้งสองฝ่าย ท่านอาจารย์พุทธทาส อินทปัญโญ

ความเป็นจริง 2

"เขาแขวนพระเครื่องกันที่คอ ก็ตามใจ เราแขวนเครื่องรางของพระพุทธเจ้าที่ในใจ คือ ธรรมะ ที่เป็นความไม่ยึดมั่นถือมั่น เอาความไม่ยึดมั่นถือมั่น เป็นเครื่องรางแขวน ไว้ในจิตใจนะ ไม่ได้แขวนที่คอ ที่มือ ที่อะไร ถ้าแขวนเป็นก็มี ถ้าแขวนไม่เป็นก็ไม่มี หายวับไปเลย ถ้าแขวนเป็น ก็คือ คิดเป็น ตั้งใจเป็น ก็กลับมาอีก ถ้าหายไปเสียก็เป็นทุกข์ ถ้ากลับมาอีกก็ไม่เป็นทุกข์ หมายความว่า ธรรมะมาอยู่ในจิตใจอีก ก็ไม่มีความทุกข์" - ท่านพุทธทาส

ความเป็นจริง 1

ตามใจเขียนความเป็นจริง 1
เมื่อมองโลกด้วยความตระหนักถึงสายสัมพันธ์อันแนบแน่นกับสรรพชีวิตและสรรพสิ่ง เราจะเห็นผู้คนและชีวิตต่าง ๆ รวมทั้งธรรมชาติด้วยสายตาที่เป็นมิตรมากขึ้น มีความอ่อนโยนและเมตตากรุณายิ่งกว่าเดิม การดำเนินชีวิตของเราจะเป็นไปอย่างระมัดระวัง ด้วยความรู้สึกอ่อนไหวต่อความทุกข์ที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้อื่นหรือชีวิตอื่น เราจะไม่ถือเอาความสะดวกสบายหรือความมั่งคั่งพรั่งพร้อมทางวัตถุเป็นพระเจ้าอีกต่อไป - พระไพศาล วิสาโล

23/3/54

ขำขัน-ขันขำ

1.คนไทยฉลาดกว่าคนฝรั่งเยอะ มีคนไทยอยู่ 1 คน พึ่งเรียนจบมาใหม่ๆ ได้ทำงานในบริษัทซึ่งเป็นของต่างชาติ ในทุกวันเขาก็ทำงาน เหมือนเดิมทุกวัน แต่มีอยู่มาวันหนึ่ง เขาได้เข้าห้องน้ำในบริษัทแล้วไปเจอคนฝรั่ง2 คน อยู่ในห้องน้ำ ซึ่งกำลังล้างมือ หลังจาก ฉี่เสร็จและพอฝรั่ง 2 คนนั้นเห็นคนไทย ทั้ง2คน จึงคุยข่มคนไทย ว่า.... ฝรั่งคนที่ 1 "นายเรียนจบที่ไหนว่ะ" ฝรั่งคนที่ 2 "เราเรียนจบที่ OXFORD " (ทันใดนั้น ฝรั่งคนที่ 2 ก็ควักน้ำล้างมือมาถึงข้อศอก) ฝรั่งคนที่ 1 เห็นก็งงแล้วถามว่า "ทำไมต้องล้างมือถึงข้อศอกด้วย" ฝรั่งคนที่ 2 ตอบว่า " ที่อังกฤษเขาสอน ให้ล้างอย่างนี้ เพราะ ตอนฉี่ ฉี่อาจกระเด็นมาถึงแขนก็ได้ ต้องระวังไว้ก่อน" (ทันใดนั้น ฝรั่งคนที่1 ก็ควักน้ำมาล้างมือ เฉพาะ ที่มือ แล้วหาไม้มา แคะขี้เล็บออก) ฝรั่งคนที่ 2 เห็นก็ถามว่า " นายจบจากที่ไหน" ฝรั่งคนที่ 1 ตอบว่า "เราจบจาก STAMFORD ที่นั่นเขาสอนให้ล้างมือเฉพาะที่สกปรก แล้วก็ แคะขี้เล็บออก เพื่อป้องกันเชื้อโรค" ฝรั่ง 2 คน เห็นชายไทย 2-3 คน ฉี่อยู่ พอคนไทยเหล่านั้นฉี่เสร็จ ก็เดินออกจาก ห้องน้ำเลย ฝรั่งทั้ง 2 คนเห็นก็ตกใจว่าทำไมไม่ล้างมือ เลยวิ่งไปถามคนไทย ว่า "พวกนายจบจากไหน ทำไมถึงไม่ล้างมือ" พวกชายหนุ่มไทยตอบว่า "ฉันจบราม ฉันจบราชภัฎ ฉันจบจุฬา ทั้งราม ราชภัฎ จุฬาไม่ได้สอนให้ฉี่รดมือตัวเองนี่ครับ" ??????????? 2.รหัสเอทีเอ็ม มิสเตอร์บีนกำลังยืนต่อแถว กดเอทีเอ็มอยู่หลังเพื่อนคนหนึ่ง เพื่อน: ดูอะไรอ้ะ มิสเตอร์บีน: ฉันรู้รหัสของแกแล้ว ฮิ ฮิ เพื่อน: โอเค บอกมาสิว่าเบอร์อะไร มิสเตอร์บีน: ดอกจันทร์สี่ตัว!!! 3.คนละเรื่องเดียวกัน คุณตัว นางหนึ่งอาศัยอยู่กับยาย ตอนเย็นๆ ก็จะออกไปทำงาน โดยคุณยายไม่รู้ว่าหลานสาวทำงานอะไร เย็นวันหนึ่งตำรวจออกทำการกวาดล้าง และจับคุณตัว สาวๆ ได้หลายสิบคน คุณตัว หลานยายก็โดนจับ ไปกับเขาด้วย ตำรวจจัดแจงให้คุณตัวเข้าแถวเรียงกัน เพื่อขึ้นรถไปโรงพัก บังเอิญคุณยายจะไปซื้อของที่ตลาด เดินผ่านมาเห็นพอดีเลยถามหลานสาวว่า "อีหนูมาเข้าแถวทำอะไรอยู่นี่?" ด้วยความอายและไม่อยากให้ยายรู้ หลานสาวเลยตอบว่า "อ๋อ กำลังเข้าแถวรอแจกส้มเขียวหวานน่ะยาย" คุณยายเห็นว่าของฟรีแบบนี้ไม่ควรพลาด เลยเข้าไปต่อแถวเป็นคนสุดท้าย สักพักตำรวจที่เดินจดบันทึกประวัติคุณตัว ไล่มาจากหัวแถวก็มาถึงคุณยายท้ายแถว "ยาย...ยายแก่ปูนนี้แล้วยังไหวอีกเหรอ ยายทำได้ยังไงเนี่ย" ตำรวจถามด้วยความงุนงงสงสัย ยายตอบว่า "ไม่เห็นจะยากเลยพ่อหนุ่ม ยายก็แค่ถอนฟันปลอมออกแล้วก็ ดูดๆ อมๆ จนน้ำแห้ง แค่นี้ก็เรียบร้อย" "??!!" 4.ด.ญ.คำหล้า ณ โรงเรียนบ้านท่าชนบทที่อยู่ใกล้ สวนมะพร้าว และสวนกระท้อน ครูนิดเป็นคนชอบทานระท้อนมาก ๆ และด.ญ.คำหล้าเป็นเด็กที่ทุบกระท้อนเก่งมาก จนครูนิดต้องให้ทุบกระท้อนให้ทานทก ๆ วัน แล้ววันหนึ่งครูนิดก็พูดเหมือนเดิมว่า ครูนิด - ด.ญ.คำหล้าวันนี้ช่วยทุบกระท้อน ให้ครูสัก 3 ลูกนะ ด.ญ.คำหล้า - วันนี้ครูนิดให้หนูทำอย่างอื่นแทนได้ไหมค่ะ ครูนิด - ทำไมล่ะ เธอทุบกระท้อนหนาวอร่อยดีครูชอบ ด.ญ.คำหล้า - หนูก็อยากทำให้ครูนะคะ แต่วันนี้ตอนมาโรงเรียนหนูเดินไม่ทันระวังแก้วมันบาดส้นเท้าหนูค่ะ ครูนิด - !!!!!!!!!!!!!!!!?????????? 5. เหตุผลที่ผู้ชายโกหก บ่ายวันหนึ่งระหว่างคนตัดไม้กำลังตัดไม้อยู่ริมน้ำนั้นขวานคู่มือก็หลุดมือจมลงน้ำไป คนตัดไม้ก็ทำอะไรไม่ถูกได้แต่นั่งร้องไห้อยู่ริมน้ำ ทันใดนั้นเองเทวดาก็ลอยขึ้นมาจากผิวน้ำแล้วถามว่า " มีปัญหาอะไรรึ " " ขวานผมตกลงไปในน้ำแล้ว และตรงนี้น้ำลึกมาก ต่อไปผมจะเอาอะไรไปตัดไม้หาเลี้ยงลูกเมียได้หละท่าน " เทวดาได้ยินดังนั้นก็ดำน้ำลงไปสักพักแล้วขึ้นมาพร้อมกับขวานทองคำ " เอ้าขวานนี้ใช่ขวานของเจ้าใช่รึไม่ ?" เทวดาถามคนตัดไม้ " ไม่ใช่ครับ " เทวดาก็ดำน้ำลงไปอีกครั้งกลับขึ้นมากับขวานเงิน " เอ้าแล้วขวานนี้หละใช่ของเจ้ารึไม่ ?" " ไม่ใช่ครับขวานของผมทำจากเหล็กมีด้ามไม้เก่าๆ ไม่ใช่ขวานเงิน ขวานทอง " เทวดาจึงดำลงน้ำไปอีกครั้งแล้วกลับขึ้นมาพร้อมกับขวานเหล็กคู่มือคนตัดไม้ " เอ้าขวานของเจ้า แต่เราเห็นเจ้าเป็นคนดีซื่อสัตย์ไม่โกหก เราจะให้ขวานเงิน กับขวานทองคำแก่เจ้าไปด้วย เพื่อตอบแทนในการที่เจ้าเป็นคนดี " คนตัดไม้จึงรับขวานไว้แล้วกลับบ้านด้วยความสุข
.....................หนึ่งเดือนต่อมา ................ ระหว่างที่คนตัดไม้กำลังเดินเล่นอยู่ริมน้ำพร้อมกับภรรยาของเขาอยู่นั้น ภรรยาก็ลืนตกน้ำไป คนตัดไม้ทำอะไรไม่ถูกได้แต่นั่งร้องไห้ริมน้ำ ทันใดนั้นเทวดาองค์เดิมก็ปรากฏกายออกมาอีกครั้ง " เอ้าคราวนี้เจ้ามีปัญหาอะไรรึ " " ภรรยาผมลื่นตกน้ำไปเมื่อกี้นี้ครับ "
ได้ยินดังนั้นเทวดาจึงดำน้ำลงไปและขึ้นมาพร้อมกับผู้หญิงคนหนึ่งที่เหมือนกันกับเจนิเฟอร์ โลเปซ ตั้งแต่หัวจรดเท้า " ผู้หญิงคนนี้ใช่ภรรยาเจ้ารึไม่ ?"
" ใช่แล้วครับ " คนตัดไม้ตอบทันที
เทวดาจึงโกรธมาก เพราะเห็นว่าคนตัดไม้โกหก และไม่ซื่อสัตย์เหมือนก่อน " ขออภัยด้วยครับท่านเทวดา มันเป็นการเข้าใจผิดครับ " คนตัดไม้รีบชี้แจงทันใด " ถ้าเกิดผมตอบว่าไม่ใช่ ผมเดาว่าท่านก็คงจะลงไปในน้ำอีกครั้ง แล้วกลับขึ้นมาพร้อมกับผู้หญิงที่เหมือนกับ แคทธลีน ซีต้าโจนส์
และเมื่อผมปฏิเสธอีกท่าก็คงจำดำลงไปอีกครั้งแล้วนำภรรยาผมตัวจริงขึ้นมา สุดท้ายท่านก็คงจะให้ผู้หญิงอีก 2 คนผมด้วยเพื่อตอบแทนที่ผมไม่โกหก
แต่ว่า .... ผมเป็นแค่คนตัดไม้จะมีปัญญาอะไรไปหาเงินเลี้ยงเมียพร้อมกัน 3 คนได้หละครับ ผมจึงจำเป็นต้องตอบว่าใช่ตั้งแต่แรก "
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เมื่อใดที่ผู้ชายโกหก แสดงว่าชายผู้นั้นจะต้องมีเหตุผลจำเป็นในการโกหก และมีเจตนาดีอย่างแน่นอน ตัวอย่างเช่นคนตัดไม้รายนี้ 6. สาเหตุการตายของเพื่อน ? บุญฉ่ำวิ่งหน้าตื่นเข้าไปในบาร์บุญขจรในขณะที่เพื่อนๆของเขานั่งดื่มเหล้ากันอยู่เต็ม บุญฉ่ำ : อ้ายบุญหลงตายแล้วว่ะ เพื่อน1 : จริงเหรอ มันเป็นอะไรตายวะ เมื่อคืนยังมาดื่มกันที่นี่นี่นา บุญฉ่ำ : อ๋อ มันเกิดอุบัติเหตุเมื่อบ่ายแก่ๆวันนี้เอง อ้ายบุญหลงมันขับรถเสยฟุตบาทอยู่แถว บ้านผมพอดี รถพลิกคว่ำแล้วตัวมันกระเด็นลอยขึ้นไปบนอากาศเลย เพื่อน2 : โอ้โห เขาคงตกลงมาหัวฟาดพื้นคอหักตายใช่ไหม ? บุญฉ่ำ : เปล่า เขาไม่ได้ตกลงมาที่พื้นหรอก
เขาบังเอิญลอยทะลุหน้าต่างกระจกห้องนอนผมนะซี เพื่อน 3 : สงสัยเขาคงจะถูกกระจกบาดคอตัดเส้นเลือดใหญ่ขาดใช่ไหม ? บุญฉ่ำ : เปล่า เขาแค่ขาหักทั้งสองข้างเท่านั้น แต่เขาพยายามจะลุกขึ้นโดยไปเหนี่ยวตู้เสื้อผ้า ของผม โชคร้ายที่ตู้เสื้อผ้าไม้สักหนักอึ้งดันล้มทับตัวเขากระแทกเข้ากับขอบเตียงนอน เพื่อน1 : สงสัยเขาคงถูกตู้ทับหัวแบนแน่เลยมั้ง ? บุญฉ่ำ : ไม่ใช่หรอก เขาแค่ซี่โครงหักไปสี่ซี่เท่านั้น เขายังไม่ตาย เขากระเสือกกระสนจะลงมา ชั้นล่าง แต่มันพลาดไปกระแทกราวบันไดรูดตกลงมาถึงพื้นชั้นล่าง
เขาถูกลูกกรงบันไดตัวหนึ่ง เสียบเอา ทะลุท้องพอดี เพื่อน2 : ซวยจริงๆ เขาคงตายเพราะเลือดออกมากใช่ไหม ? บุญฉ่ำ : เปล่า เขาไม่ได้ตายเพราะสาเหตุนั้นหรอก เพื่อน3 : อ้าว แล้วเขาตายเพราะสาเหตุไหนล่ะ ? บุญฉ่ำ : ผมยิงเขาตายเอง เพราะเขาทำบ้านผมพังยับนะซี 7. นักต่อรองมืออาชีพ ณ ร้านหมอฟันแห่งหนึ่งในประเทศอเมริกา มีคนไข้ที่เป็นนักต่อราคาเข้ามาในร้าน คนไข้: “ หมอครับ ถ้าผมจะถอนฟัน 1 ซี หมอคิดเท่าไรครับ” หมอฟัน: “ซีละ 100 เหรียญ” หมอตอบ คนไข้: “โอโฮ..” คนไข้โวย “ถอนฟันซีเดียว ใช้เวลาแค่ 2-3 นาที หมอคิดตั้ง 100 เหรียญ
เชียวรึหมอ” หมอฟัน: “ก็แล้วแต่คุณครับ” หมอยิ้ม “ จะให้ถอนซีเดียวครึ่ง ช.ม. ก็ได้ ถ้าชอบ” คนไข้: ??????

กุศโลบาย หรือ ภูมิปัญญาไทย

กุศโลบาย กับ ภูมิปัญญาไทย พ่อเฒ่าแม่แก่ในอดีตที่ผ่นมามักให้วิธีที่จะดำเนินชีวิตที่ใกล้ตัวเราแก่ลูกหลานอย่างไม่ต้องลงทุนหลักทรัพย์ใดๆ ทั้งสิ้น เพียงเกิดขึ้นกับ "ใจ ใจ ใจ" ที่ให้เกิดสิ่งดีเท่านั้น ซึ่งวิธีนั้นเรียกว่า "กุศโลบาย"ซึ่งเป็น " ภูมิปัญญาชน ปราญ์ชาวบ้าน " เช่น ต้องกินข้าวที่เอามาให้หมด ไม่เหลือ, ได้อาหารสิ่งใดมารู้จักแบ่งปัน จะทำให้เรามีอาหารนั้นกินไม่มีวันหมด เป็นต้น เหล่านี้เป็นกุศโลบายที่แฝงไปด้วยความจริง...ลองวิเคราะห์...กันแล...จิงม้าย..
ทีนี้ลองมาอ่านกุศโลบายอีกวิธีหนึ่งของอาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก เรื่องความสำเร็จกันดู มีคนพูดว่า กุศโลบาย ก็คือการโกหกนั่นเอง แต่คำจำกัดความนี้คงจะ "แรง" ไป สำหรับ คำว่า "กุศโลบาย" เพราะตามศัพท์จริงๆ แปลว่า อุบายหรือวิธีที่ฉลาด วิธีที่ฉลาดไม่จำเป็นต้องเป็นวิธีที่โกหกคดโกงเสมอไป จริงอยู่วิธีการอาจมองเผินๆ ว่า เป็นการพูด หรือทำ "ไม่ตรง" ตามนั้นร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ต้องดูที่เจตนาและผลที่ออกมา ว่าพูดหรือทำด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์หรือไม่ ผลที่ออกมานั้นเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมหรือไม่
ยกตัวอย่างที่ผมชอบยกอยู่เสมอคือ มีแม่ทัพท่านหนึ่งนำกองทัพเข้าสู้รบกับข้าศึก กองทัพของตนมีกำลังน้อยกว่ากองทัพของข้าศึก เหล่าทหารหาญทั้งหลายเห็นดังนั้นก็ขวัญไม่ค่อยจะดี แม่ทัพก็ทราบเรื่องนี้ วันหนึ่ง แม่ทัพก็พานายทหารเข้าไปไหว้พระในโบสถ์แห่งหนึ่งล้วงเหรียญขึ้นมา กล่าวอธิษฐานดังๆ ว่า ถ้ากองทัพของข้าพเจ้าจะรบชนะข้าศึก ขอให้เหรียญนี้ออกหัว ว่าแล้วก็เขย่าเหรียญในมือ โยนลงบนพื้น "เหรียญออกหัว " "เหรียญออกหัว".....เย้..... ท่านแม่ทัพหยิบเหรียญขึ้นมาเขย่า พลางอธิษฐานอีกเป็นครั้งที่สองแล้วโยนลง เหรียญออกหัวเช่นเดิม ท่านทำอย่างนี้ถึงสามครั้ง เหรียญก็ออกหัวทุกครั้ง เหล่านายทหารทั้งหลายต่างก็ขวัญดีมาเป็นกอง ที่รู้ว่ากองทัพของตนจะชนะ เพียงไม่กี่นาทีข่าวว่ากองทัพของตนจะรบชนะข้าศึก ก็แพร่กระจายไปทั่วกองทัพ ทหารหาญทั้งหลายต่างฮึกเหิม มีกำลังใจ ถึงคราวรบก็รบกันอย่างอุทิศ จนสามารถเอาชนะข้าศึกได้ นายทหารคนสนิทพูดกับท่านแม่ทัพในวันหนึ่งว่า พระเจ้าอวยพรให้เราชนะก็ชนะจริงๆ แม่ทัพล้วงเหรียญขึ้นมาแบให้นายทหารคนสนิทดู พร้อมกล่าวว่า "ไม่ใช่ดอกคุณ เหรียญนี้ต่างหากที่ช่วยให้พวกเราชนะ" ปรากฏว่าเหรียญนั้นมีแต่ "หัว" ทั้งสองด้าน ซึ่งแม่ทัพท่านทำขึ้นมาเป็นพิเศษ เพื่อนำมาใช้ในคราวคับขัน อย่างนี้ก็เรียกว่า "กุศโลบาย" ของแม่ทัพ จะว่าแม่ทัพท่านโกหกหรือไม่ก็แล้วแต่จะคิด แต่เจตนาของแม่ทัพเป็นกุศลต้องการให้เกิดผลดีแก่ส่วนรวมในการดำเนินชีวิตของคนเรานั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ปัญญา อย่างน้อยก็ให้รู้จักวิธีแก้ไขปัญหาและวิธีการทำงานให้ประสบความสำเร็จ และก้าวหน้าไปด้วยดี
คนทำงานอย่างโง่ๆ ไม่ศึกษาหาความก้าวหน้าในทางความรู้และประสบการณ์ ก็คงไม่ต่างกับตาแก่กับลูกชายจูงลา ตาแก่คนหนึ่งกับลูกชายอายุประมาณไม่เกิน 10 ขวบ จูงลาผ่านหมู่บ้านแห่งหนึ่งชาวบ้านพูดว่า ?ดูตาแก่กับลูกชายสิ มีลาอยู่ทั้งตัวจูงตั้งสองคน ทำไมไม่ขี่คนหนึ่ง อีกคนหนึ่งจูง? ตาแก่ได้ยินดังนั้น จึงให้ลูกชายขึ้นขี่ลา ตัวเองจูงไปได้หน่อยหนึ่งมีคนพูดว่า ?ดูเด็กน้อยคนนั้นสิ นั่งลาสบาย ปล่อยให้พ่ออายุมากแล้วจูง ทรมานคนแก่เปล่าๆ? คราวนี้ตาแก่ไล่ลูกชายลงตัวเองขึ้นนั่งหลังลาให้ลูกชายจูง ผ่านอีกหมู่บ้านหนึ่ง ชาวบ้านพูดว่า ?ดูอีตาแก่คนนั้นสิให้เด็กตัวเล็กๆ จูงลา ตัวเองขี่สบายใจเฉิบ เอาเปรียบเด็กเหลือเกิน? ตาแก่รีบลงจากหลังลา คิดหนักจะทำอย่างไร จูงทั้งสองคนก็ถูกว่า ให้ลูกขี่ตนจูงก็ถูกว่า ตนขี่ให้ลูกจูงก็ถูกว่า อย่ากระนั้นเลยขึ้นขี่มันทั้งสองคนดีกว่า ว่าแล้วก็บอกให้ลูกขึ้นขี่ลาพร้อมกับตน ลาเดินหลังแอ่นด้วยความหนัก ชาวบ้านเห็นเข้าก็ชี้ให้กันดูว่า ?ดูยายแก่กับเด็กคนนั้นสิ ขึ้นขี่ลาจนมันหลังแอ่น ทารุณสัตว์เหลือเกินนะ? นิทานก็เป็นเพียงนิทานอาจมิใช่เรื่องจริงก็ได้ แต่ ?สาระ? ของนิทานก็มีอยู่ เรื่องนี้ต้องการชี้ว่า ปัญญาความรู้เท่านั้นจะเป็นตัวบอกว่าตาแก่ควรจะทำอย่างไรให้ถูกต้องเหมาะสม จะขี่ให้ลูกจูง หรือจะให้ลูกขี่ตัวเองจูง หรือผลัดกันขี่ ความเหมาะสมอยู่ที่ไหน อย่างไร คนมีปัญญาจะรู้เอง เพราะฉะนั้นในการดำเนินชีวิตจึงต้องการปัญญา คอยชี้แนะแนวทาง นักสู้ชีวิตควรแสวงหาปัญญาและประสบการณ์ไว้ให้มาก อุบายที่จะนำออกใช้จะได้เป็น ?กุศโลบาย? (อุบายอย่างฉลาด) มิใช่อุบายโง่ๆ แบบตาแก่ ผมเป็นคนชอบฟังดนตรี ฟังเพลง จะเรียกว่าเป็นชีวิตจิตใจก็ว่าได้ ฟังเป็นอย่างเดียว แต่ร้องไม่เป็น ดนตรีก็ฟังอย่างเดียวเล่นไม่เป็น สิ่งหนึ่งที่ทำเป็นนิสัยก็คือ ฟังเพลงไปด้วยเขียนหนังสือหรืออ่านหนังสือไปด้วย เพื่อนบางคนว่าผมจะมีสมาธิแต่ที่ไหน แต่ผมมีสมาธิในการทำงานครับ ขณะเขียนหนังสือ (ที่จริงพิมพ์ดีด) ก็จดจ่ออยู่ที่เรื่องกำลังพิมพ์ พอละจากการพิมพ์ จิตใจก็จับอยู่ที่เสียงเพลง มันทำงานคนละจังหวะไม่ปนกัน สมาธิ แปลว่า ความที่จิตมีอารมณ์ (Object) เป็นหนึ่ง ขณะพิมพ์หนังสือดีดต้นฉบับ ใจก็มีอารมณ์เป็นหนึ่งอยู่กับเรื่องที่พิมพ์ขณะฟังเพลงจิตก็เป็นหนึ่งกับเสียงเพลง
พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า จิตที่พัฒนาแล้ว จะต้องมีลักษณะอย่างใหญ่ๆ คือ 1) ลักษณะนุ่มนวล อ่อนโยน ซึ่งมีคุณธรรม เช่น ความเมตตา กรุณา ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความเห็นใจคนอื่นเป็นเครื่องสนับสนุน 2) ลักษณะแข็งแกร่ง ซึ่งมีคุณธรรม เช่น ขันติ (ความอดทน) สติ (ความยับยั้งใจ) ปัญญา (ความรู้ความเข้าใจโลกและชีวิต) เป็นเครื่องสนับสนุน 3) ลักษณะผ่อนคลาย ซึ่งมีคุณธรรม เช่น ปีติ (ความปลื้มใจ) สุข (ความสบายใจ) โสมนัส (ความดีใจ) เป็นเครื่องสนับสนุน ดนตรีและเสียงเพลง นับเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้จิตใจมีความผ่อนคลาย สุขสบายหายเครียด พูดอีกนัยหนึ่งก็ว่า การฟังดนตรี การฟังเพลงเป็นประจำ ช่วยสร้างสุขภาพจิตให้ดีขึ้นได้ ขูดชำระความกระด้างสกปรกจากจิตใจได้ ดุจเดียวกับผงซักฟอกซักล้างเสื้อผ้าให้สะอาด ฉันใดก็ฉันนั้น เพราะเหตุนี้ ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 จึงพระราชนิพนธ์ไว้ว่า "ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก อีกใครฟังดนตรีไม่เห็นเพราะ
เขานั้นเหมาะคิดกบฏอัปลักษณ์ "
ดนตรีหรือเพลง ทำให้จิตใจผู้ฟังอ่อนโยน อ่อนหวาน มีอารมณ์สุนทรีย์ คลายเครียด เมื่อไม่เครียดทำงานอะไรก็ทำด้วยใจรัก มีความสุขในขณะที่ทำไม่รู้เบื่อ งานการที่ทำก็มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล อย่าว่าแต่คนเลย แม้สัตว์มันก็ชอบ เคยได้ฟังนิทานโคนันทวิศาล ตอนเด็กๆ ก็ไม่คิดอะไร พอโตมา มานั่งนึกว่าโคมันเป็นสัตว์เดรัจฉาน มันได้ฟังคำพูดที่กรรโชกโฮกฮากจากเจ้าของ ถึงมันไม่เข้าใจ ?ความหมาย? ของคำที่พูด (ในนิทานว่ามันฟังรู้ แต่คงไม่รู้ดอก) แต่มันก็คงเดาออกว่าเป็นคำพูดที่ไม่มีแน่นอน มันจึงโกรธไม่ยอมทำตามที่คนเลี้ยงมันต้องการในที่สุดก็แพ้การพนัน แต่เมื่อเจ้าของพูดด้วยสำเนียงอ่อนหวานไพเราะ มันก็เต็มใจทำงานให้เต็มที่จนเจ้าของชนะการพนัน นี่แค่คำพูดนะครับ ถ้าเป็นเพลงหรือหรือดนตรีเพราะๆ นันทวิศาลมันคงฟังเพลินมีความสุขใจ และเต็มใจทำงานให้เจ้านายมันแน่ ผมได้อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งว่า เกษตรกรท่านหนึ่งมีความรู้แค่ประถมสี่ แต่แนวคิดในการพัฒนาการเกษตรของท่านผู้นี้ไม่ต่ำเลย คนจบปริญญายังคิดไม่ได้ดีเท่า ท่านผู้นี้ชื่อ บุญศรี ปลาทอง จังหวัดอะไรข่าวไม่บอก เลี้ยงไก่ตอนแรกๆ ก็ได้ไข่ไม่มากนัก วันหนึ่งขณะที่แกถือวิทยุเดินฟังเพลงไปฝูงไก่ก็เดินตาม เงี่ยหูฟังเพลงไปด้วย แกก็ได้คิดว่า ?ไก่มันชอบฟังเพลงเหมือนกันแฮะ? ตั้งแต่นั้นมาจึงเอาวิทยุไปตั้งไว้ที่เล้าไก่ เปิดเพลงให้พวกมันฟังทุกวัน เพลินเลยเชียวแหละครับ นายบุญศรีแกค้นพบว่า หลังจากได้ฟังเพลงเป็นประจำ ไม่นานนักไก่ออกไข่เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม จากนั้นมานายบุญศรีจึงจัดสถานที่ฟังเพลงให้ไก่อย่างดี เลือกเพลงให้พวกมันฟัง บรรดาไก่ทั้งหลายต่างก็เป็นแฟนนักร้องลูกทุ่งลูกกรุงไปตามๆ กัน มีฝูงไก่มารุมล้อมวิทยุซึ่งตั้งอยู่ตรงกลาง ดูแล้วน่ารักจัง ไก่ยังชอบฟังเพลง ฟังแล้วก็มีความสุข กินอาหารอย่างอร่อยกินอาหารดี สุขภาพดี ก็เลยออกไข่ได้มาก ทำให้นายบุญศรีคนเลี้ยงไก่ได้มีรายได้เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม นักสู้ชีวิตลองทำอย่างนี้ดูสิครับ หัดฟังเพลง ฟังดนตรี สร้างอารมณ์สุนทรีย์ในใจ บางทีอาจช่วยให้ท่านมีฉันทะในการทำงานได้อย่างมหัศจรรย์ยิ่งก็เป็นได้
อ่านแล้วcomment กัน...ตะ.....

21/3/54

อ่านแล้ว...ให้อ่านใหม่

หากคุณอ่านแล้ว..
ให้อ่านใหม่...
สูตรเกี่ยวกับบุคลิกของตัวเองที่ควรไปจะคู่ กับสูตรสุขภาพมีอย่างนี้ ๑. อย่าเปรียบเทียบชีวิตของตัว เองกับคนอื่น คุณไม่รู้หรอกว่าคนที่คุณอิจฉานั้นเขา
มีความทุกข์ยิ่งกว่าคุณอย่างไรบ้าง ๒. อย่าคิดทางลบเกี่ยวกับ เรื่องที่คุณควบคุมหรือกำหนดไม่ได้ แทนที่จะมองโลก ในแง่ร้าย, ก็ทุ่มเทกำลังและ
พลังงานให้กับความคิด ทางบวก ณ ปัจจุบันเสีย ๓. อย่าทำอะไร เกินกว่าที่ตัวเองทำได้...รู้ว่าขีดจำกัดของตัวเองอยู่ที่ไหน ๔. อย่าเอา จริงเอาจังกับตัวเองนัก เพราะคนอื่นเขา ไม่ได้ซีเรียสกับคุณเท่าไหร่หรอก ๕. อย่า เสียเวลาและพลังงานอันมีค่าของคุณกับ เรื่องหยุมหยิมหรือเรื่องซุบซิบ....
นอกเสียจากว่ามันจะทำให้คุณ ผ่อนคลายได้อย่างจริงจัง ๖. จงฝันตอนตื่นมากกว่าตอน หลับ ๗. ความ รู้สึกอิจฉาริษยาเป็นเรื่องเสียเวลาเปล่า ๆ ปลี้ ๆ...คิดให้ดีก็จะรู้ว่าคุณมีทุกอย่างที่คุณจำเป็นต้องมีแล้ว ๘. ลืมเรื่อง ขัดแย้งในอดีตเสีย และอย่าได้เตือนสามี หรือภรรยาคุณเกี่ยวกับความผิดพลาดในอดีตของอีกฝ่ายหนึ่ง
เลย เพราะมันจะทำลายความสุขปัจจุบันของคุณ ๙. ชีวิตนี้สั้นเกินกว่าที่เราจะไปโกรธเกลียดใคร...จงอย่าเกลียดคนอื่น ๑๐.ประกาศ สงบศึกกับอดีตให้สิ้น, จะได้ไม่ทำลายปัจจุบันของคุณ ๑๑.ไม่มีใครกำหนดคว ามสุขของคุณได้นอกจากคุณเอง ๑๒.จงเข้าใจเสียว่าชีวิตก็คือโรงเรียน คุณมาเพื่อเรียน รู้ และปัญหาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหลักสูตรซึ่งมาแล้วก็หาย ไป...เหมือนโจทย์วิชาพีชคณิต...แต่สิ่งที่คุณเรียนรู้นั้นอยู่กับคุณตลอด ชีวิต ๑๓. จง ยิ้มและหัวเราะมากขึ้น ๑๔. คุณไม่จำเป็นต้องชนะทุกครั้งที่ถก เถียงกับคนอื่นหรอก...บางครั้งก็ยอมรับว่าเราเห็นแตกต่างกัน ได้...เห็นพ้องที่จะเห็นต่างก็ไม่เห็นเสียหายแต่อย่างไร แล้วเราควรจะมีทัศนคติอย่างไรต่อชุมชนและคนรอบข้าง เราล่ะ? ๑. อย่าลืมโทรฯหาครอบครัวบ่อย ๆ ๒. จงหาอะไรดี ๆ ให้คนอื่นทุกวัน ๓. จงให้อภัยทุกคนสำหรับทุกอย่าง ๔. จงหาเวลาอยู่กับคนอายุเกิน 70 และต่ำกว่า 6ขวบ ๕. พยายามทำให้อย่างน้อย 3 คนยิ้มได้ทุกวัน ๖. คนอื่นเขาคิดอย่างไรกับคุณไม่ใช่ เรื่องของคุณสัก หน่อย ๗. งานของคุณไม่ดูแลคุณตอนคุณป่วยหรอก แต่ครอบครัวและเพื่อนคุณต่างหากเล่า
ที่จะดูแลคุณในยามคุณมีปัญหา สุขภาพ ดังนั้น, อย่าได้ห่างเหินกับคนใกล้ชิดเป็น
อันขาดและถ้าหากสามารถดำรงชีวิตให้มีความหมายได้, ก็ควรจะทำ ดังต่อไปนี้ ๑. ทำสิ่งที่ควรทำ ๒. อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์, ไม่สวย, ไม่น่ารื่นรมย์,จงทิ้ง
ไปเสีย...เก็บไว้ทำไม? ๓. เวลาและพระเจ้าย่อมรักษาแผล ทุกอย่างได้ ๔. ไม่ว่าสถานการณ์จะดีหรือเลวปานใด, เดี๋ยว มันก็เปลี่ยน ๕. ไม่ว่าคุณจะรู้สึกอย่างไรในตอนเช้าของทุกวัน, จงลุก จากเตียง, แต่ง ตัวและปรากฏตัวต่อหน้าคนที่เราร่วม
งาน ด้วย...get up, dress up and show up. ๖. สิ่งที่ดีที่สุดยังมาไม่ถึง ๗. ถ้าคุณยังลุกขึ้นตอนเช้าได้, อย่าลืมขอบคุณพระเจ้า หรือสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ที่คุณนับถือเสียด้วย ๘. เชื่อเถอะว่าส่วนลึก ๆ ในใจของคุณนั้นมีความสุข เสมอ...
ดังนั้น, ส่วนนอกของคุณทุกข์โศกไปทำไมเล่า และสุดท้ายที่สำคัญที่สุด
" ส่งบทความที่ต่อไปให้คน ที่คุณรักและห่วงหาอาทรด้วย... "

20/3/54

ซักผ้า!

สามีภรรยาคู่หนึ่งแต่งงานกันมาหลายปีและมีลูก 1 คน กำลังอยากรู้อยากเห็น สองสามีภรรยาจึงตกลงกันว่า ถ้าวันไหนที่จะมีกิจกรรมเข้าจังหวะให้พูดว่า "ซักผ้า" อยู่มาวันหนึ่งสามีก็เอ่ยกับภรรยาว่า สามี : ที่รักจ๋าวันนี้เราซักผ้ากันเถอะ ภรรยา : ไม่ได้หรอกค่ะ วันนี้เครื่องซักผ้าเสีย (วันเบาๆ) สองวันต่อมา สามีก็เอ่ยกับภรรยาอีกว่า สามี : ที่รักจ๋าวันนี้เราซักผ้ากันได้แล้วหรือยังจ๊ะ ภรรยา : ยังไม่ได้หรอกค่ะ เครื่องซักผ้ายังซ่อมไม่เสร็จจ๊ะ สามวันถัดมา ภรรยา : ที่รักจ๋าวันนี้เครื่องซักผ้าใช้ได้แล้วค่ะ สามี : อ๋อ ! ไม่ต้องแล้วหล่ะ เพราะเมื่อวานพี่ใช้มือซักไปเรียบร้อยแล้ว ภรรยา : !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

เรื่องใส่ปากอม

มีหญิงสาว กับชายหนุ่ม อยู่ในห้อง สองต่อสอง ชายจับแท่ง แกว่งให้สั่น ชายสั่งหญิง ให้อม ในปากพลัน หญิงดื้อรั้น ชายเร่งเร้า ด้วยอารมณ์ จับโคนไว้ เอาปลายแหย่ ให้เข้าปาก หญิงกระดาก หุบปากนิ่ง เอาหน้าก้ม ชายก็บ่น เหตุผลใด ถึงไม่อม ต้องขู่ข่ม ให้หายดื้อ กันหรือไร พูดดีดี ก็ไม่ฟัง ต้องบังคับ เอามือจับ ปากให้อ้า คว้าแท่งใส่ ใช้ปากอม เธอไม่เคย เลยหรือไง นี่ปรอท วัดไข้... หมอให้อม

จิตอาสา (public mind)

จิตอาสา (Public Mind)
สำนึกสาธารณะหรือที่อีกอย่างที่เข้าใจง่ายจิตอาสา ที่ภาษายุโรปว่าPublic Mind คือ การกระทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ทำกับใครก็ได้ โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ตอบแทนที่เขาให้มา โดยเฉพาะเงินเป็นหลักจากคนในสังคม หรือพูดง่ายๆภาษาบ้านๆว่าทำเอามันส์เงินทองได้เท่าไรช่างมัน แค่สนุกและสุขใจที่ได้ทำเห็นว่าทำแล้วให้ประโยชน์พอแล้ว ประเภทได้สิบแต่ทำร้อยทำนองนี้ Public Mind ประเภทนี้เหมาะกับคนทุกคนที่มีสุจริตชนแต่ยากในการประพฤติของทุจริตชนจริงๆ เข้าทำนองที่ว่า "ความดีซึ่งคนดี(สุจริตชน)ทำง่ายแต่คนชั่ว(ทุจริตชน)ทำยาก และความชั่วคนชั่ว(ทุจริตชน)ทำง่ายแต่คนดี(สุจริตชน)ทำยาก" หมายเหตุ 1.สุจริตชน คือ คนที่ประพฤติด้วยกาย วาจา และใจ ในสิ่งที่ดี 2.ทุจริตชน คือ คนที่ประพฤติด้วยกาย วาจา และใจ ในสิ่งที่ไม่ดี